วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Auxiliary Verbs

Auxiliary Verbs กริยาช่วย หรือ กริยานุเคราะห์
คำอ่าน คำแปล รูปปัจจุบัน รูปอดีต (รูปช่องที่ 3)
Present form Past form Past participle form
*be บี เป็นอยู่คือ is, am, are was, were been
*have แฮฟ ไม่แปล have, has had had
*do ดู ไม่แปล do, does did done
can แคน สามารถ can could
may เมย์ อาจจะ may might
will วิล จะ will would
shall แชล จะ shall should
must มัส ต้อง must
ought to ออท ทู ควรจะ ought to
*need นีด จำเป็นต้อง need
*dare แดร์ กล้า dare
used to ยูสทึ ทู เคย
หน้าที่ของกริยาช่วย
ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ของประโยค
(ทำให้ประโยคมีความหมายที่สมบูรณ์ ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์)
She is a very beautiful girl. เขาเป็นเด็กที่สวยมากคนหนึ่ง
Where are you now? ตอนนี้คุณอยู่ไหน
I am an English student. ฉันเป็นนักศึกษาภาษาอังกฤษคนหนึ่ง
ช่วยในประโยคปัจจุบันกาลกำลังกระทำ
(S + is, am, are + v.1 ing)
บอกเล่า She is cleaning the house. เขากำลังทำความสะอาดบ้าน
คำถาม Is she cleaning the house? เขากำลังทำความสะอาดบ้านหรือ
ปฏิเสธ She is not cleaning the house? เขาไม่ได้กำลังทำความสะอาดบ้าน
ช่วยในประโยคอดีตกาลกำลังกระทำ
(S + was, were + v.1 ing)
She was working at nine o’clock yesterday.
เมื่อวานตอน 9 โมง เขากำลังทำงาน
Was she working at nine o’clock yesterday?
เมื่อวานตอน 9 โมง เขากำลังทำงานอยู่หรือ
She was not working at nine o’clock yesterday.
เมื่อวานตอน 9 โมง เขาไม่ได้กำลังทำงาน
ช่วยในประโยค Passive Voice (S + is, am, are, was, were + V.3)
หรือประโยคที่ประธานถูกกระทำนั่นเอง
He is called Mr. Brown เขาถูกเรียกว่า นายบราวน์
I was born in Surin. ฉันเกิดในจังหวัดสุรินทร์
ช่วยในประโยค Present Perfect Tense
(S + has, have +V.3)
She has stayed in Bangkok for 3 years.
เขาได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 3 ปีแล้ว
Monks have taugh Dhamma since 9 o’clock.
พระได้สอนธรรมะตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา
ช่วยในประโยค Past Perfect Tense (S+ had + v.3)
You had spoken all the time. คุณได้พูดตลอดเวลา
ช่วยในประโยคที่มีกริยาแสดงความรู้สึกอยู่ด้วย (be + interested…….)
They are interested in English conversation.
พวกเขาสนใจในการสนทนาภาษาอังกฤษ
I was excited very much. ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากๆ
การทำประโยคคำถามและปฏิเสธ
ถ้าในประโยคนั้น มีกริยาช่วยอยู่ สามารถตั้งคำถามได้เลย โดยวางกริยาช่วยไว้ข้างหน้าประโยค
และทำเป็นประโยคปฏิเสธ โดยการเติม not ไว้หลังกริยาช่วย เช่น
บอกเล่า He has lived in Bangkok. เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
คำถาม Has he lived in Bangkok? เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หรือ
ปฏิเสธ He has not lived in Bangkok. เขาไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
บอกเล่า You had spoken all the time. คุณได้พูดตลอดเวลา
คำถาม Had you spoken all the time? คุณได้พูดตลอดเวลาหรือ
ปฏิเสธ You had not spoken all the time. คุณไม่ได้พูดตลอดเวลา
ให้ใช้กริยาช่วย do does did มาช่วยในการตั้ง เป็นประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธ โดยมีหลักดังนี้
ประโยคปัจจุบันกาล (Present Simple Tense) ประธานเอกพจน์ ให้ใช้ Does เช่น
บอกเล่า He comes from England. เขามาจากประเทศอังกฤษ
คำถาม Does he come from England? เขามาจากประเทศอังกฤษหรือ
ปฏิเสธ He does not come from England. เขาไม่ได้มาจากประเทศอังกฤษ
บอกเล่า Niramol has a car. นิรมลมีรถ
คำถาม Does Niramol have a car? นิรมลมีรถหรือ
ปฏิเสธ Niramol does not have a car. นิรมลไม่มีรถ
ประธานพหูพจน์ ให้ใช้ Do เช่น
บอกเล่า We work on Saturday. พวกเราทำงานในวันเสาร์
คำถาม Do we work on Saturday? พวกเราทำงานในวันเสาร์หรือ
ปฏิเสธ We do not work on Saturday. พวกเราไม่ทำงานในวันเสาร์
บอกเล่า You understand English. คุณเข้าใจภาษาอังกฤษ
คำถาม Do you understand English? คุณเข้าใจภาษาอังกฤษไหม
ปฏิเสธ You do not understand English. คุณเข้าไม่ใจภาษาอังกฤษ
บอกเล่า They have dinner at home. พวกเขาทานข้าวเย็นที่บ้าน
ประโยคอดีตกาล (Past Simple Tense) ไม่ว่าประธานจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ให้ใช้ Did เท่านั้น
*ถ้า Have เป็นกริยาแท้ จะแปลว่า มี, ดื่ม, กิน, สูบ (บุหรี่), ได้รับ, ให้ใช้ do does did
มาช่วยในการตั้งคำถามและปฏิเสธ เช่น
บอกเล่า He has a party today. เขามีงานเลี้ยงในวันนี้
คำถาม Does he have a party today? เขามีงานเลี้ยงหรือในวันนี้
ปฏิเสธ He does not have a party today. เขาไม่มีการงานเลี้ยงในวันนี้

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Greetings (การทักทาย)

การพบปะกันในชีวิตประจำวันตามปกติแล้วจะมีการทักทายกันตามธรรมเนียม สำหรับประชาชนที่พูดภาษาอังกฤษ มักจะใช้คำหรือข้อความที่มีความหมายว่า “สวัสดี” ในช่วงเวลาและกับบุคคลที่แตกต่างกันดังนี้

1. Good morning
Good morning แปลว่า สวัสดี (ตอนเช้า) ใช้กับบุคคลโดยทั่วไปตั้งแต่เวลาเช้าหรือหลังเที่ยงคืนถึงเวลาเที่ยงวัน หรือเวลาอาหารกลางวัน การออกเสียง Good มักจะเบาจนบางครั้งได้ยินแต่ morning สำหรับผู้ตอบนั้นก็กล่าวว่า Good morning ในทำนองเดียวกัน
ตัวอย่าง
A : “Good morning……………………”
B : “Good morning……………………”

2. Good afternoon
Good afternoon แปลว่า สวัสดี (ตอนบ่าย) ใช้กับบุคคลโดยทั่ว ๆ ไปตั้งแต่หลังเวลาเที่ยงวันหรือเวลาอาหารกลางวันจนไปถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดินหรือราวหกโมงเย็น การออกเสียงคำทักทายนี้ออกเสียงเบาที่ Good เช่นเดียวกับ Good morning สำหรับผู้ตอบนั้นก็กล่าวคำว่า Good afternoon เช่นเดียวกับผู้ทักทาย
ตัวอย่าง
A : “Good afternoon……………………”
B : “Good afternoon ……………………”

3. Good evening
Good evening แปลว่า สวัสดี (ตอนค่ำ) ใช้กับบุคคลโดยทั่ว ๆ ไปตั้งแต่เวลาหลังหกโมงเย็นไปแล้ว คำทักทายนี้ออกเสียงเบาที่ Good เช่นเดียวกับ Good morning และ Good afternoon สำหรับผู้ตอบนั้นก็กล่าว Good evening เช่นเดียวกับผู้ทักทาย
ตัวอย่าง
Joe : “Hello, Jack…………………… .”
Jack : “Hello…………………… ”


4. Hello / Hi
Hello และ Hi แปลว่า สวัสดี ใช้กับบุคคลที่สนิทเป็นกันเองหรือในการทักทายที่มิได้เป็นพิธีการ เราจะไม่ใช้กับผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามอาจใช้กับพ่อแม่ หรือผู้ที่สนิทกันได้ในบางโอกาส สำหรับการตอบนั้น ผู้ตอบก็กล่าวเช่นเดียวกับผู้ทักทาย


5. How do you do?
How do you do? เป็นข้อความที่ใช้ทักทายกันเฉพาะกับคนที่พบหรือรู้จักกันเป็นครั้งแรกใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้อความนี้เป็นรูปคำถามที่มีความหมายว่า “สวัสดี” ซึ่งไม่ต้องการคำตอบ ดังนั้นผู้ตอบจึงต้องกล่าวตอบโดยใช้ How do you do? เช่นเดียวกับผู้ทักทาย
ตัวอย่าง
A : “How do you do?
B : “How do you do?

6. How are you? (การถามเกี่ยวกับทุกข์สุข)
หลังจากการกล่าวทักทายกันด้วยคำว่า “สวัสดี” แล้ว ประชาชนที่พูดภาษาอังกฤษมักจะถือเป็นธรรมเนียมที่จะต้องถามทุกข์สุขของอีกฝ่ายหนึ่งติดตามมา โดยกล่าวข้อความต่อไปนี้
How are you? (คุณเป็นอย่างไร)
How are you…………………?
(today)
(this morning)
(this afternoon)
(this evening)


How have you been? ใช้ในกรณีไม่ได้พบกันนาน ๆ ซึ่งมีความหมายเดียวกันกับ How are you? บางครั้งก็มีการเพิ่มข้อความแสดงเวลาที่ถามเช่นเดียวกัน

สำหรับการตอบนั้น ตอบได้หลายอย่าง เท่าที่นิยมมีดังนี้
I’m fine.
(very well) บางครั้งอาจไม่ต้องมีประธานหรือกิริยาครบ
(quitewell) ก็ได้ คือกล่าวเฉพาะข้อความข้างหลัง
(O.K.)


ผู้ตอบอาจเพิ่มข้อความแสดงการขอบคุณ และถามตอบผู้ทักทาย
I’m fine, thank you and you?
(Thank you and how are you?)
(Thank you and how have you been?)
(ผมสบายดี ขอบคุณครับ แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไรบ้าง)
Fine, thank you and you?
ในบางครั้งผู้ตอบอาจไม่สบาย ก็ควรตอบด้วยข้อความต่อไปนี้
ไม่ค่อยสบายNot so well.
Not very well.

ผู้ตอบอาจบอกเหตุผลหรืออาการเจ็บป่วยเพิ่มเติม เช่น
Not so well. I have a cold.
ไม่ค่อยสบาย เป็นหวัด

เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งทราบว่าผู้ที่เราคุ้นเคยด้วยไม่สบาย ควรแสดงน้ำใจด้วยการพูดให้กำลังใจดังนี้
I hope you are better soon.
ฉันหวังว่าคุณจะสบายขึ้นในเร็ว ๆ นี้

I’m sorry to hear it.
ผมเสียใจด้วยที่ทราบเช่นนั้น


ตัวอย่างที่ 1
A : “Good morning.”
B : “Good morning. How are you?”
A : “Fine, thanks and you?
B : “Very well, thank you.”


ตัวอย่างที่ 2
Joe : “Hello, Joy.”
Joy : “Hi, Joe. How are you?”
Joe : “Not so well. I have headache.”
Joy : “I hope you feel better soon.”
Joe : “Thank you.”

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

My Profile

My name is Supattra Wittayayong. Iff is my nick name. I was born on 6 of 1989. I'm 19 years old. In the future,I want to be a Journalist.