คำบุพบท (Preposition) คือ คำที่ใช้เชื่อมความสัมพันธ์ทางความหมายของคำกับอีกคำหนึ่งในประโยค
ซึ่งอาจเป็นคำเพียงคำเดียวหรืออาจ เป็นกลุ่มคำที่รวมกันเป็นอีกหนึ่งหน่วยก็ได้
Prepositions หนึ่งตัวอาจมีได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับว่ามันประกอบอยู่กับบริบทใด
แบ่งได้ 4 ประเภท ดังนี้
1. Preposition of time: for, in, to, after, before, at the time of,
at, on, from, until, during, at the end of, by, till, since, about,
between, in the early of
ตัวอย่าง
He will graduate in one year.
He was born on the seventeenth of February.
2. Preposition of place: at, in, over, near, beyond, against,
behind, on, off, down, along, across, below, next to, to , by,
from, above, among, before, in front of, into, onto, under,
beside, beneath, toward, at the back of
ตัวอย่าง
The boy is going to school.Her daughter is in the house.
3. Preposition of purpose: to, for, in order to, so as to
ตัวอย่าง
A pencil is used for writing.She tried hard to win this game.
4. Preposition of manner: in, on, as, by, with, like
ตัวอย่าง
He is in a hurry.He listened to that news with happiness.
การใช้ Preposition ประกอบคำต่างๆคำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท
"about"crazy about = คลั่งไคล้ know about = รู้ในเรื่อง
be anxious about = กังวลใจbe uneasy about = กังวลใจ
be suspicious about = สงสัย be considerate about = เกรงใจ
worry about = กังวลใจ angry about (at) = โกรธ
puzzle about = งุนงง สับสน
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "agianst"
argue against = โต้แย้ง contend against = ต่อสู้
complete against (with)= แข่งขัน
lean against = ยืนพิง fight against = ต่อสู้กับ
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "at"
look at = จ้องมอง laugh at = หัวเราะเยาะgaze at = จ้องมอง
stare at = จ้องมอง glare at = จ้องมองglance at = ชำเลืองมอง
grasp at = ตกตะลึง peep at = แอบมองgood at = เก่งในด้าน
at ease = ตามสบาย at dusk = พลบค่ำ at dawn = รุ่งเช้า
at least = อย่างน้อย at most = อย่างมาก at present = ในปุจจุบัน
at once = ทันที at home = ที่บ้านat work = ที่ทำงาน
at the top of = บนยอดของ at the bottom of = เบื้องล่างของ
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "by"
by heart = ท่องจำได้ขึ้นใจ by rote = ท่องจำได้ขึ้นใจ
by means of = ด้วยวิธี by nature = โดยธรรมชาติ
by chance = โดยบังเอิญ by and large = โดยทั่วๆไป
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "for"
look for = มองหา ask for = ขอ wait for = รอคอย
long for =ต้องการ hunger for = ต้องการ
thirst for = ต้องการ wish for = ปรารถนา
care for = เอาใจใส่ต่อ stand for = ทนต่อ แทนที่ หมายถึง
appetite for = มีความอยาก good for = ดีต่อ เป็นประโยชน์ต่อ
for good = ตลอดไป for example = ตัวอย่างเช่น
for instance = ตัวอย่างเช่น for the sake of = เพื่อเห็นแก่
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "from"
differ from = แตกต่างจาก depart from = แยกออกจาก
derive from = มาจาก stem from = มาจาก
recover from = กลับเป็นปกติจาก
remove from = ย้ายออกจาก suffer from = ทนทรมานจาก
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "in"
live in = อาศัยอยู่ใน join in = ร่วมกัน believe in = เชื่อใน
take part in = ร่วมมือ participate in = ร่วมมือ
persist in = ยืนกราน in debt = เป็นหนี้
in danger = อยู่ในอันตราย in a rush = อย่างรีบเร่ง
in a hurry = อย่างรีบเร่ง in haste = อย่างรีบเร่ง
in return = ในทางกลับกัน in short = โดยสรุป
in brief = โดยสรุป in trouble = อยู่ในสถานการณ์ลำบาก
in danger = อยู่ในอันตราย in general = โดยทั่วๆ ไป
in fact = ที่จริงแล้ว
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "of"
think of = คิดถึง dream of = ฝันถึง
consist of = ประกอบด้วย both of = ทั้งสอง
get rid of = กำจัด get out of = ออกจาก
talk of = พูดถึง result of = ผลของ
beware of = ระวัง because of = เพราะว่า
instead of = แทนที่จะ complain of = บ่นในเรื่อง
approve of = ให้ความเห็นชอบในเรื่อง
disapprove of = ไม่ให้ความเห็นชอบในเรื่อง
be capable of = สามารถ
be aware of = ระมัดระวัง be made of = ทำมาจาก
be jealous of = อิจฉา be tolerant of = ยอมรับฟังความคิดเห็น
be intolerant of = ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็น
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "on"
depend on = ขึ้นอยู่กับ rely on = ขึ้นอยู่กับ
lean on = พึ่งพึง อาศัย advice on = คำแนะนำในเรื่อง
live on = หากินกับ bestow on = มอบให้
feed on = หาเลี้ยงชีพ insist on = เน้น ยืนกราน
keen on = เอาใจใส่ count on = ขึ้นอยู่กับ ไว้ใจ
on time = ตรงเวลา on Monday = วันจันทร์
on foot = เดินเท้า on the fourth of July = วันที่ 4 กรกฎาคม
on a tour = ระหว่างการท่องเที่ยว on a journey = ระหว่างการเดินทาง
on sale = ลดราคา on strike = นัดหยุดงาน
on air = ออกอากาศ be based on = มีพื้นฐานอยู่บน
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "out of"
run out of = ใช้หมด out of order = เสีย ไม่ทำงาน
out of fashion = ล้าสมัย out of date = ล้าสมัย
out of debt = หมดหนี้สิน out of control = ควบคุมไม่ได้
out of use = เลิกใช้แล้ว
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "to"
go to = ไปที่ owing to = เนื่องจาก thanks to = เนื่องจาก
manage to = จัดการกับ speak to = พูดถึง
listen to = ฟัง refer to = อ้างถึง
belong to = เป็นของ object to = คัดค้าน
key to = กุญแจไขไปสู่ try to = พยายาม
used to = เคย be able to = สามารถ
be used to = เคย be accustomed to = เคยชิน
be about to = กำลังจะ be vulnerable to = อ่อนไหว แพ้ต่อ
be susceptible to อ่อนไหว แพ้ต่อ
คำที่ใช้ควบคู่คำบุพบท "with"
be ill with = ป่วยเป็นโรค be sick with = ป่วยเป็นโรค
be through with = ทำเสร็จ be satisfied with = พอใจกับ
cope with = จัดการกับ deal with = จัดการกับ
be busy with = ยุ่งอยู่กับ be filled with = เต็มไปด้วย
be covered with = ปกคลุมไปด้วย together with = ด้วยกันกับ
be identical with = เหมือนกับ
วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552
Possessive Pronoun
Possessive Pronoun สรรพนามเจ้าของ
คือสรรพนามที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ เพื่อบอกให้รู้ว่า
บุคคลหรือสิ่งของนั้นเป็นของใคร ซึ่งจะมีรูปต่อไปนี้
แสดงความเป็นเจ้าของ (mine, yours, his, hers, its, ours, theirs)
Possessive Adjective (my, your, his, her, its, our, their)
แสดงความเป็นเจ้าของ
เอกพจน์ พหูพจน์
บุรุษที่ 1 mine ของฉัน ours ของพวกเรา
บุรุษที่ 2 yours ของคุณ yours ของพวกคุณ
บุรุษที่ 3 his ของเขา (ผู้ชาย) theirs ของพวกเขา
hersของ หล่อน (ผู้หญิง)
its ของมัน (สิ่งของ)
ตัวอย่าง
This book is mine. นี่คือหนังสือของฉัน
That car is yours. นั่นคือรถของคุณ
That pen is hers. นั่นคือปากกาของหล่อน
ข้อควรระวังในการใช้ Possessive Pronoun จะใช้ต่างกับ Possessive Adjective ดังนี้คือ
Possessive Adjective จะต้องมีคำนามตามหลังเสมอ
Possessive Pronoun ไม่มีคำนามตามหลัง
เอกพจน์ พหูพจน์
บุรุษที่ 1 my ของฉัน our ของพวกเรา
บุรุษที่ 2 your ของคุณ your ของพวกคุณ
บุรุษที่ 3 his ของเขา (ผู้ชาย) their ของพวกเขา
her ของหล่อน (ผู้หญิง)
its ของมัน (สิ่งของ)
ตัวอย่าง
This is my house. นี่คือบ้านของฉัน
That is her radio. นั่นคือวิทยุของหล่อน
I like their projects. ฉันชอบโครงการของพวกเขา
คือสรรพนามที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ เพื่อบอกให้รู้ว่า
บุคคลหรือสิ่งของนั้นเป็นของใคร ซึ่งจะมีรูปต่อไปนี้
แสดงความเป็นเจ้าของ (mine, yours, his, hers, its, ours, theirs)
Possessive Adjective (my, your, his, her, its, our, their)
แสดงความเป็นเจ้าของ
เอกพจน์ พหูพจน์
บุรุษที่ 1 mine ของฉัน ours ของพวกเรา
บุรุษที่ 2 yours ของคุณ yours ของพวกคุณ
บุรุษที่ 3 his ของเขา (ผู้ชาย) theirs ของพวกเขา
hersของ หล่อน (ผู้หญิง)
its ของมัน (สิ่งของ)
ตัวอย่าง
This book is mine. นี่คือหนังสือของฉัน
That car is yours. นั่นคือรถของคุณ
That pen is hers. นั่นคือปากกาของหล่อน
ข้อควรระวังในการใช้ Possessive Pronoun จะใช้ต่างกับ Possessive Adjective ดังนี้คือ
Possessive Adjective จะต้องมีคำนามตามหลังเสมอ
Possessive Pronoun ไม่มีคำนามตามหลัง
เอกพจน์ พหูพจน์
บุรุษที่ 1 my ของฉัน our ของพวกเรา
บุรุษที่ 2 your ของคุณ your ของพวกคุณ
บุรุษที่ 3 his ของเขา (ผู้ชาย) their ของพวกเขา
her ของหล่อน (ผู้หญิง)
its ของมัน (สิ่งของ)
ตัวอย่าง
This is my house. นี่คือบ้านของฉัน
That is her radio. นั่นคือวิทยุของหล่อน
I like their projects. ฉันชอบโครงการของพวกเขา
วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552
คำศัพท์Family
father พ่อ
mother แม่
aunt ป้า น้าผู้หญิง อาผู้หญิง
uncle ลุง อาผู้ชาย น้าผู้ชาย
brother พี่ชาย น้องชาย
daughter ลูกสาว
cousin ลูกพี่ลูกน้อง
ex-husband สามีเก่า
extended family ครอบครัวใหญ่ที่มีคนหลายรุ่นอยู่ในครอบครัว
nuclear family ครอบครัวเล็กที่มีเฉพาะพ่อแม่ลูก
ex-wife ภรรยาเก่า
half-brother พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
husband สามี
wife ภรรยา
grandchild หลาน
granddaughter หลานสาว
grandfather ตา ปู่
grandmother ยาย ย่า
grandson หลานชาย
great nephew ลูกชายของหลาน
great niece ลูกสาวของหลาน
great uncle พี่ชายหรือน้องชายของปู่ย่าตายาย
sister พี่สาว น้องสาว
son ลูกชาย
stepbrother ลูกชายของพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง
stepchild ลูกของสามีหรือภรรยากับคนก่อน
stepfather พ่อเลี้ยง
stepmother แม่เลี้ยง
stepsister ลูกสาวของพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง
stepson ลูกชายของสามีหรือภรรยากับคนก่อน
mother แม่
aunt ป้า น้าผู้หญิง อาผู้หญิง
uncle ลุง อาผู้ชาย น้าผู้ชาย
brother พี่ชาย น้องชาย
daughter ลูกสาว
cousin ลูกพี่ลูกน้อง
ex-husband สามีเก่า
extended family ครอบครัวใหญ่ที่มีคนหลายรุ่นอยู่ในครอบครัว
nuclear family ครอบครัวเล็กที่มีเฉพาะพ่อแม่ลูก
ex-wife ภรรยาเก่า
half-brother พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
husband สามี
wife ภรรยา
grandchild หลาน
granddaughter หลานสาว
grandfather ตา ปู่
grandmother ยาย ย่า
grandson หลานชาย
great nephew ลูกชายของหลาน
great niece ลูกสาวของหลาน
great uncle พี่ชายหรือน้องชายของปู่ย่าตายาย
sister พี่สาว น้องสาว
son ลูกชาย
stepbrother ลูกชายของพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง
stepchild ลูกของสามีหรือภรรยากับคนก่อน
stepfather พ่อเลี้ยง
stepmother แม่เลี้ยง
stepsister ลูกสาวของพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง
stepson ลูกชายของสามีหรือภรรยากับคนก่อน
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551
Some และ Any
การใช้ some และ any
some
I’ve got some money.
ใช้ some ในประโยคบอกเล่า เช่น
I’m going to buy some clothes.
These’s some ice in the fridge.
We did some exercises.
any
I haven’t got any money.
ใช้ any ในประโยคปฏิเสธ เช่น
I’m not going to buy any clothes.
There isn’t any orange juice in the fridge.
We didn’t do amy exercises.
any และ some ในประโยคคำถาม
ในประโยคคำถามส่วนใหญ่ ( ไม่ทั้งหมด ) เราใช้ any เช่น
Is there any ice in the fridge ?
Has he got any friends ?
Do you need any help ?
ปกติเราใช้ some ( ไม่ใช่ any ) เมื่อเราเสนอสิ่งของให้ผู้อื่น
( would you like…? ) เช่น
A : would you like some coffee ?
B : Yes, please.
หรือเมื่อเราขอสิ่งของ ( Can I have ฯลฯ) เช่น
A : Can I have some soup, please?
B : Yes, Help yourself.
A : Can you lend me some money ?
B : Sure. How much do you need ?
some และ any ที่ไม่ใช้คำนาม
I didn’t take any photographs but Ann took some.
( = some photographs )
You can have some coffee but I don’t want any.
( = any coffee )
I’ve just made some coffee. Would you like some ?
( = some coffee )
‘Where’s your luggage ?’ ‘ I haven’t got any.’
( = any luggage )
‘are there any biscuits ?’ ‘ Yes, there are some in the kitchen.’
( = some biscuits )
something / somebody ( หรือ someone )
= อะไรบางอย่าง / ใครบางคน
She said something.
I saw somebody ( หรือ someone ).
Would you like something to eat ?
Quick ! Somebody’s coming.
anything / anybody ( หรือ amgone)
= อะไรเลย หรือ อะไรบ้าง / ใครเลย หรือ ใครบ้าง
She didn’t say anything.
I didn’t see anybody ( หรือ angone. )
Are you doing angthing this evening ?
Where’s Ann ? Has anybody seen her ?
some
I’ve got some money.
ใช้ some ในประโยคบอกเล่า เช่น
I’m going to buy some clothes.
These’s some ice in the fridge.
We did some exercises.
any
I haven’t got any money.
ใช้ any ในประโยคปฏิเสธ เช่น
I’m not going to buy any clothes.
There isn’t any orange juice in the fridge.
We didn’t do amy exercises.
any และ some ในประโยคคำถาม
ในประโยคคำถามส่วนใหญ่ ( ไม่ทั้งหมด ) เราใช้ any เช่น
Is there any ice in the fridge ?
Has he got any friends ?
Do you need any help ?
ปกติเราใช้ some ( ไม่ใช่ any ) เมื่อเราเสนอสิ่งของให้ผู้อื่น
( would you like…? ) เช่น
A : would you like some coffee ?
B : Yes, please.
หรือเมื่อเราขอสิ่งของ ( Can I have ฯลฯ) เช่น
A : Can I have some soup, please?
B : Yes, Help yourself.
A : Can you lend me some money ?
B : Sure. How much do you need ?
some และ any ที่ไม่ใช้คำนาม
I didn’t take any photographs but Ann took some.
( = some photographs )
You can have some coffee but I don’t want any.
( = any coffee )
I’ve just made some coffee. Would you like some ?
( = some coffee )
‘Where’s your luggage ?’ ‘ I haven’t got any.’
( = any luggage )
‘are there any biscuits ?’ ‘ Yes, there are some in the kitchen.’
( = some biscuits )
something / somebody ( หรือ someone )
= อะไรบางอย่าง / ใครบางคน
She said something.
I saw somebody ( หรือ someone ).
Would you like something to eat ?
Quick ! Somebody’s coming.
anything / anybody ( หรือ amgone)
= อะไรเลย หรือ อะไรบ้าง / ใครเลย หรือ ใครบ้าง
She didn’t say anything.
I didn’t see anybody ( หรือ angone. )
Are you doing angthing this evening ?
Where’s Ann ? Has anybody seen her ?
There is / There are
There is / There are
มีความหมายว่า "มี" ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า "มีอะไรอยู่ที่ไหน" เช่น
There is a book on the table.
(มีหนังสืออยู่บนโต๊ะ 1 เล่ม)
There is an apple in the basket.
(มีแอ๊ปเปิ้ลอยู่ในตะกร้า 1 ผล)
There are two pens under the chair.
(มีปากกาอยู่ใต้เก้าอี้ 2 ด้าม)
จากประโยคตัวอย่างข้างต้นจะพบว่า There is / There are ใช้แตกต่างกัน ดังนี้
1. There is ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์ หรือคำนามนับไม่ได้ เช่น
There is a book on the table.
(มีหนังสืออยู่บนโต๊ะ 1 เล่ม)
There is an apple in the basket.
(มีแอ๊ปเปิ้ลอยู่ในตะกร้า 1 ผล)
There is water in the glass.
(มีน้ำอยู่ในแก้ว)
2. There are ใช้นำหน้าคำนามพหูพจน์ เช่น
There are two pens on the chair.
(มีปากกาอยู่บนเก้าอี้ 2 ด้าม)
There are eight cats in the room.
(มีแมวอยู่ในห้อง 8 ตัว)
There are dogs under the tree.
(มีสุนัขอยู่ใต้ต้นไม้หลายตัว)
มีความหมายว่า "มี" ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า "มีอะไรอยู่ที่ไหน" เช่น
There is a book on the table.
(มีหนังสืออยู่บนโต๊ะ 1 เล่ม)
There is an apple in the basket.
(มีแอ๊ปเปิ้ลอยู่ในตะกร้า 1 ผล)
There are two pens under the chair.
(มีปากกาอยู่ใต้เก้าอี้ 2 ด้าม)
จากประโยคตัวอย่างข้างต้นจะพบว่า There is / There are ใช้แตกต่างกัน ดังนี้
1. There is ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์ หรือคำนามนับไม่ได้ เช่น
There is a book on the table.
(มีหนังสืออยู่บนโต๊ะ 1 เล่ม)
There is an apple in the basket.
(มีแอ๊ปเปิ้ลอยู่ในตะกร้า 1 ผล)
There is water in the glass.
(มีน้ำอยู่ในแก้ว)
2. There are ใช้นำหน้าคำนามพหูพจน์ เช่น
There are two pens on the chair.
(มีปากกาอยู่บนเก้าอี้ 2 ด้าม)
There are eight cats in the room.
(มีแมวอยู่ในห้อง 8 ตัว)
There are dogs under the tree.
(มีสุนัขอยู่ใต้ต้นไม้หลายตัว)
วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
Auxiliary Verbs
Auxiliary Verbs กริยาช่วย หรือ กริยานุเคราะห์
คำอ่าน คำแปล รูปปัจจุบัน รูปอดีต (รูปช่องที่ 3)
Present form Past form Past participle form
*be บี เป็นอยู่คือ is, am, are was, were been
*have แฮฟ ไม่แปล have, has had had
*do ดู ไม่แปล do, does did done
can แคน สามารถ can could
may เมย์ อาจจะ may might
will วิล จะ will would
shall แชล จะ shall should
must มัส ต้อง must
ought to ออท ทู ควรจะ ought to
*need นีด จำเป็นต้อง need
*dare แดร์ กล้า dare
used to ยูสทึ ทู เคย
คำอ่าน คำแปล รูปปัจจุบัน รูปอดีต (รูปช่องที่ 3)
Present form Past form Past participle form
*be บี เป็นอยู่คือ is, am, are was, were been
*have แฮฟ ไม่แปล have, has had had
*do ดู ไม่แปล do, does did done
can แคน สามารถ can could
may เมย์ อาจจะ may might
will วิล จะ will would
shall แชล จะ shall should
must มัส ต้อง must
ought to ออท ทู ควรจะ ought to
*need นีด จำเป็นต้อง need
*dare แดร์ กล้า dare
used to ยูสทึ ทู เคย
หน้าที่ของกริยาช่วย
ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ของประโยค
ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ของประโยค
(ทำให้ประโยคมีความหมายที่สมบูรณ์ ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์)
She is a very beautiful girl. เขาเป็นเด็กที่สวยมากคนหนึ่ง
Where are you now? ตอนนี้คุณอยู่ไหน
I am an English student. ฉันเป็นนักศึกษาภาษาอังกฤษคนหนึ่ง
ช่วยในประโยคปัจจุบันกาลกำลังกระทำ
She is a very beautiful girl. เขาเป็นเด็กที่สวยมากคนหนึ่ง
Where are you now? ตอนนี้คุณอยู่ไหน
I am an English student. ฉันเป็นนักศึกษาภาษาอังกฤษคนหนึ่ง
ช่วยในประโยคปัจจุบันกาลกำลังกระทำ
(S + is, am, are + v.1 ing)
บอกเล่า She is cleaning the house. เขากำลังทำความสะอาดบ้าน
คำถาม Is she cleaning the house? เขากำลังทำความสะอาดบ้านหรือ
ปฏิเสธ She is not cleaning the house? เขาไม่ได้กำลังทำความสะอาดบ้าน
ช่วยในประโยคอดีตกาลกำลังกระทำ
บอกเล่า She is cleaning the house. เขากำลังทำความสะอาดบ้าน
คำถาม Is she cleaning the house? เขากำลังทำความสะอาดบ้านหรือ
ปฏิเสธ She is not cleaning the house? เขาไม่ได้กำลังทำความสะอาดบ้าน
ช่วยในประโยคอดีตกาลกำลังกระทำ
(S + was, were + v.1 ing)
She was working at nine o’clock yesterday.
She was working at nine o’clock yesterday.
เมื่อวานตอน 9 โมง เขากำลังทำงาน
Was she working at nine o’clock yesterday?
Was she working at nine o’clock yesterday?
เมื่อวานตอน 9 โมง เขากำลังทำงานอยู่หรือ
She was not working at nine o’clock yesterday.
She was not working at nine o’clock yesterday.
เมื่อวานตอน 9 โมง เขาไม่ได้กำลังทำงาน
ช่วยในประโยค Passive Voice (S + is, am, are, was, were + V.3)
ช่วยในประโยค Passive Voice (S + is, am, are, was, were + V.3)
หรือประโยคที่ประธานถูกกระทำนั่นเอง
He is called Mr. Brown เขาถูกเรียกว่า นายบราวน์
I was born in Surin. ฉันเกิดในจังหวัดสุรินทร์
ช่วยในประโยค Present Perfect Tense
He is called Mr. Brown เขาถูกเรียกว่า นายบราวน์
I was born in Surin. ฉันเกิดในจังหวัดสุรินทร์
ช่วยในประโยค Present Perfect Tense
(S + has, have +V.3)
She has stayed in Bangkok for 3 years.
She has stayed in Bangkok for 3 years.
เขาได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 3 ปีแล้ว
Monks have taugh Dhamma since 9 o’clock.
Monks have taugh Dhamma since 9 o’clock.
พระได้สอนธรรมะตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา
ช่วยในประโยค Past Perfect Tense (S+ had + v.3)
You had spoken all the time. คุณได้พูดตลอดเวลา
ช่วยในประโยคที่มีกริยาแสดงความรู้สึกอยู่ด้วย (be + interested…….)
They are interested in English conversation.
ช่วยในประโยค Past Perfect Tense (S+ had + v.3)
You had spoken all the time. คุณได้พูดตลอดเวลา
ช่วยในประโยคที่มีกริยาแสดงความรู้สึกอยู่ด้วย (be + interested…….)
They are interested in English conversation.
พวกเขาสนใจในการสนทนาภาษาอังกฤษ
I was excited very much. ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากๆ
การทำประโยคคำถามและปฏิเสธ
ถ้าในประโยคนั้น มีกริยาช่วยอยู่ สามารถตั้งคำถามได้เลย โดยวางกริยาช่วยไว้ข้างหน้าประโยค
I was excited very much. ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากๆ
การทำประโยคคำถามและปฏิเสธ
ถ้าในประโยคนั้น มีกริยาช่วยอยู่ สามารถตั้งคำถามได้เลย โดยวางกริยาช่วยไว้ข้างหน้าประโยค
และทำเป็นประโยคปฏิเสธ โดยการเติม not ไว้หลังกริยาช่วย เช่น
บอกเล่า He has lived in Bangkok. เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
คำถาม Has he lived in Bangkok? เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หรือ
ปฏิเสธ He has not lived in Bangkok. เขาไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
บอกเล่า You had spoken all the time. คุณได้พูดตลอดเวลา
คำถาม Had you spoken all the time? คุณได้พูดตลอดเวลาหรือ
ปฏิเสธ You had not spoken all the time. คุณไม่ได้พูดตลอดเวลา
ให้ใช้กริยาช่วย do does did มาช่วยในการตั้ง เป็นประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธ โดยมีหลักดังนี้
ประโยคปัจจุบันกาล (Present Simple Tense) ประธานเอกพจน์ ให้ใช้ Does เช่น
บอกเล่า He comes from England. เขามาจากประเทศอังกฤษ
คำถาม Does he come from England? เขามาจากประเทศอังกฤษหรือ
ปฏิเสธ He does not come from England. เขาไม่ได้มาจากประเทศอังกฤษ
บอกเล่า Niramol has a car. นิรมลมีรถ
คำถาม Does Niramol have a car? นิรมลมีรถหรือ
ปฏิเสธ Niramol does not have a car. นิรมลไม่มีรถ
ประธานพหูพจน์ ให้ใช้ Do เช่น
บอกเล่า We work on Saturday. พวกเราทำงานในวันเสาร์
คำถาม Do we work on Saturday? พวกเราทำงานในวันเสาร์หรือ
ปฏิเสธ We do not work on Saturday. พวกเราไม่ทำงานในวันเสาร์
บอกเล่า You understand English. คุณเข้าใจภาษาอังกฤษ
คำถาม Do you understand English? คุณเข้าใจภาษาอังกฤษไหม
ปฏิเสธ You do not understand English. คุณเข้าไม่ใจภาษาอังกฤษ
บอกเล่า They have dinner at home. พวกเขาทานข้าวเย็นที่บ้าน
ประโยคอดีตกาล (Past Simple Tense) ไม่ว่าประธานจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ให้ใช้ Did เท่านั้น
*ถ้า Have เป็นกริยาแท้ จะแปลว่า มี, ดื่ม, กิน, สูบ (บุหรี่), ได้รับ, ให้ใช้ do does did
มาช่วยในการตั้งคำถามและปฏิเสธ เช่น
บอกเล่า He has a party today. เขามีงานเลี้ยงในวันนี้
คำถาม Does he have a party today? เขามีงานเลี้ยงหรือในวันนี้
ปฏิเสธ He does not have a party today. เขาไม่มีการงานเลี้ยงในวันนี้
บอกเล่า He has lived in Bangkok. เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
คำถาม Has he lived in Bangkok? เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หรือ
ปฏิเสธ He has not lived in Bangkok. เขาไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
บอกเล่า You had spoken all the time. คุณได้พูดตลอดเวลา
คำถาม Had you spoken all the time? คุณได้พูดตลอดเวลาหรือ
ปฏิเสธ You had not spoken all the time. คุณไม่ได้พูดตลอดเวลา
ให้ใช้กริยาช่วย do does did มาช่วยในการตั้ง เป็นประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธ โดยมีหลักดังนี้
ประโยคปัจจุบันกาล (Present Simple Tense) ประธานเอกพจน์ ให้ใช้ Does เช่น
บอกเล่า He comes from England. เขามาจากประเทศอังกฤษ
คำถาม Does he come from England? เขามาจากประเทศอังกฤษหรือ
ปฏิเสธ He does not come from England. เขาไม่ได้มาจากประเทศอังกฤษ
บอกเล่า Niramol has a car. นิรมลมีรถ
คำถาม Does Niramol have a car? นิรมลมีรถหรือ
ปฏิเสธ Niramol does not have a car. นิรมลไม่มีรถ
ประธานพหูพจน์ ให้ใช้ Do เช่น
บอกเล่า We work on Saturday. พวกเราทำงานในวันเสาร์
คำถาม Do we work on Saturday? พวกเราทำงานในวันเสาร์หรือ
ปฏิเสธ We do not work on Saturday. พวกเราไม่ทำงานในวันเสาร์
บอกเล่า You understand English. คุณเข้าใจภาษาอังกฤษ
คำถาม Do you understand English? คุณเข้าใจภาษาอังกฤษไหม
ปฏิเสธ You do not understand English. คุณเข้าไม่ใจภาษาอังกฤษ
บอกเล่า They have dinner at home. พวกเขาทานข้าวเย็นที่บ้าน
ประโยคอดีตกาล (Past Simple Tense) ไม่ว่าประธานจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ให้ใช้ Did เท่านั้น
*ถ้า Have เป็นกริยาแท้ จะแปลว่า มี, ดื่ม, กิน, สูบ (บุหรี่), ได้รับ, ให้ใช้ do does did
มาช่วยในการตั้งคำถามและปฏิเสธ เช่น
บอกเล่า He has a party today. เขามีงานเลี้ยงในวันนี้
คำถาม Does he have a party today? เขามีงานเลี้ยงหรือในวันนี้
ปฏิเสธ He does not have a party today. เขาไม่มีการงานเลี้ยงในวันนี้
ป้ายกำกับ:
กริยาช่วย หรือ กริยานุเคราะห์
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
Greetings (การทักทาย)
การพบปะกันในชีวิตประจำวันตามปกติแล้วจะมีการทักทายกันตามธรรมเนียม สำหรับประชาชนที่พูดภาษาอังกฤษ มักจะใช้คำหรือข้อความที่มีความหมายว่า “สวัสดี” ในช่วงเวลาและกับบุคคลที่แตกต่างกันดังนี้
1. Good morning
Good morning แปลว่า สวัสดี (ตอนเช้า) ใช้กับบุคคลโดยทั่วไปตั้งแต่เวลาเช้าหรือหลังเที่ยงคืนถึงเวลาเที่ยงวัน หรือเวลาอาหารกลางวัน การออกเสียง Good มักจะเบาจนบางครั้งได้ยินแต่ morning สำหรับผู้ตอบนั้นก็กล่าวว่า Good morning ในทำนองเดียวกัน
ตัวอย่าง
A : “Good morning……………………”
B : “Good morning……………………”
2. Good afternoon
Good afternoon แปลว่า สวัสดี (ตอนบ่าย) ใช้กับบุคคลโดยทั่ว ๆ ไปตั้งแต่หลังเวลาเที่ยงวันหรือเวลาอาหารกลางวันจนไปถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดินหรือราวหกโมงเย็น การออกเสียงคำทักทายนี้ออกเสียงเบาที่ Good เช่นเดียวกับ Good morning สำหรับผู้ตอบนั้นก็กล่าวคำว่า Good afternoon เช่นเดียวกับผู้ทักทาย
ตัวอย่าง
A : “Good afternoon……………………”
B : “Good afternoon ……………………”
3. Good evening
Good evening แปลว่า สวัสดี (ตอนค่ำ) ใช้กับบุคคลโดยทั่ว ๆ ไปตั้งแต่เวลาหลังหกโมงเย็นไปแล้ว คำทักทายนี้ออกเสียงเบาที่ Good เช่นเดียวกับ Good morning และ Good afternoon สำหรับผู้ตอบนั้นก็กล่าว Good evening เช่นเดียวกับผู้ทักทาย
ตัวอย่าง
Joe : “Hello, Jack…………………… .”
Jack : “Hello…………………… ”
4. Hello / Hi
Hello และ Hi แปลว่า สวัสดี ใช้กับบุคคลที่สนิทเป็นกันเองหรือในการทักทายที่มิได้เป็นพิธีการ เราจะไม่ใช้กับผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามอาจใช้กับพ่อแม่ หรือผู้ที่สนิทกันได้ในบางโอกาส สำหรับการตอบนั้น ผู้ตอบก็กล่าวเช่นเดียวกับผู้ทักทาย
5. How do you do?
How do you do? เป็นข้อความที่ใช้ทักทายกันเฉพาะกับคนที่พบหรือรู้จักกันเป็นครั้งแรกใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้อความนี้เป็นรูปคำถามที่มีความหมายว่า “สวัสดี” ซึ่งไม่ต้องการคำตอบ ดังนั้นผู้ตอบจึงต้องกล่าวตอบโดยใช้ How do you do? เช่นเดียวกับผู้ทักทาย
ตัวอย่าง
A : “How do you do?
B : “How do you do?
6. How are you? (การถามเกี่ยวกับทุกข์สุข)
หลังจากการกล่าวทักทายกันด้วยคำว่า “สวัสดี” แล้ว ประชาชนที่พูดภาษาอังกฤษมักจะถือเป็นธรรมเนียมที่จะต้องถามทุกข์สุขของอีกฝ่ายหนึ่งติดตามมา โดยกล่าวข้อความต่อไปนี้
How are you? (คุณเป็นอย่างไร)
How are you…………………?
(today)
(this morning)
(this afternoon)
(this evening)
How have you been? ใช้ในกรณีไม่ได้พบกันนาน ๆ ซึ่งมีความหมายเดียวกันกับ How are you? บางครั้งก็มีการเพิ่มข้อความแสดงเวลาที่ถามเช่นเดียวกัน
สำหรับการตอบนั้น ตอบได้หลายอย่าง เท่าที่นิยมมีดังนี้
I’m fine.
(very well) บางครั้งอาจไม่ต้องมีประธานหรือกิริยาครบ
(quitewell) ก็ได้ คือกล่าวเฉพาะข้อความข้างหลัง
(O.K.)
ผู้ตอบอาจเพิ่มข้อความแสดงการขอบคุณ และถามตอบผู้ทักทาย
I’m fine, thank you and you?
(Thank you and how are you?)
(Thank you and how have you been?)
(ผมสบายดี ขอบคุณครับ แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไรบ้าง)
Fine, thank you and you?
ในบางครั้งผู้ตอบอาจไม่สบาย ก็ควรตอบด้วยข้อความต่อไปนี้
ไม่ค่อยสบายNot so well.
Not very well.
ผู้ตอบอาจบอกเหตุผลหรืออาการเจ็บป่วยเพิ่มเติม เช่น
Not so well. I have a cold.
ไม่ค่อยสบาย เป็นหวัด
เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งทราบว่าผู้ที่เราคุ้นเคยด้วยไม่สบาย ควรแสดงน้ำใจด้วยการพูดให้กำลังใจดังนี้
I hope you are better soon.
ฉันหวังว่าคุณจะสบายขึ้นในเร็ว ๆ นี้
I’m sorry to hear it.
ผมเสียใจด้วยที่ทราบเช่นนั้น
ตัวอย่างที่ 1
A : “Good morning.”
B : “Good morning. How are you?”
A : “Fine, thanks and you?
B : “Very well, thank you.”
ตัวอย่างที่ 2
Joe : “Hello, Joy.”
Joy : “Hi, Joe. How are you?”
Joe : “Not so well. I have headache.”
Joy : “I hope you feel better soon.”
Joe : “Thank you.”
การพบปะกันในชีวิตประจำวันตามปกติแล้วจะมีการทักทายกันตามธรรมเนียม สำหรับประชาชนที่พูดภาษาอังกฤษ มักจะใช้คำหรือข้อความที่มีความหมายว่า “สวัสดี” ในช่วงเวลาและกับบุคคลที่แตกต่างกันดังนี้
1. Good morning
Good morning แปลว่า สวัสดี (ตอนเช้า) ใช้กับบุคคลโดยทั่วไปตั้งแต่เวลาเช้าหรือหลังเที่ยงคืนถึงเวลาเที่ยงวัน หรือเวลาอาหารกลางวัน การออกเสียง Good มักจะเบาจนบางครั้งได้ยินแต่ morning สำหรับผู้ตอบนั้นก็กล่าวว่า Good morning ในทำนองเดียวกัน
ตัวอย่าง
A : “Good morning……………………”
B : “Good morning……………………”
2. Good afternoon
Good afternoon แปลว่า สวัสดี (ตอนบ่าย) ใช้กับบุคคลโดยทั่ว ๆ ไปตั้งแต่หลังเวลาเที่ยงวันหรือเวลาอาหารกลางวันจนไปถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดินหรือราวหกโมงเย็น การออกเสียงคำทักทายนี้ออกเสียงเบาที่ Good เช่นเดียวกับ Good morning สำหรับผู้ตอบนั้นก็กล่าวคำว่า Good afternoon เช่นเดียวกับผู้ทักทาย
ตัวอย่าง
A : “Good afternoon……………………”
B : “Good afternoon ……………………”
3. Good evening
Good evening แปลว่า สวัสดี (ตอนค่ำ) ใช้กับบุคคลโดยทั่ว ๆ ไปตั้งแต่เวลาหลังหกโมงเย็นไปแล้ว คำทักทายนี้ออกเสียงเบาที่ Good เช่นเดียวกับ Good morning และ Good afternoon สำหรับผู้ตอบนั้นก็กล่าว Good evening เช่นเดียวกับผู้ทักทาย
ตัวอย่าง
Joe : “Hello, Jack…………………… .”
Jack : “Hello…………………… ”
4. Hello / Hi
Hello และ Hi แปลว่า สวัสดี ใช้กับบุคคลที่สนิทเป็นกันเองหรือในการทักทายที่มิได้เป็นพิธีการ เราจะไม่ใช้กับผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามอาจใช้กับพ่อแม่ หรือผู้ที่สนิทกันได้ในบางโอกาส สำหรับการตอบนั้น ผู้ตอบก็กล่าวเช่นเดียวกับผู้ทักทาย
5. How do you do?
How do you do? เป็นข้อความที่ใช้ทักทายกันเฉพาะกับคนที่พบหรือรู้จักกันเป็นครั้งแรกใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้อความนี้เป็นรูปคำถามที่มีความหมายว่า “สวัสดี” ซึ่งไม่ต้องการคำตอบ ดังนั้นผู้ตอบจึงต้องกล่าวตอบโดยใช้ How do you do? เช่นเดียวกับผู้ทักทาย
ตัวอย่าง
A : “How do you do?
B : “How do you do?
6. How are you? (การถามเกี่ยวกับทุกข์สุข)
หลังจากการกล่าวทักทายกันด้วยคำว่า “สวัสดี” แล้ว ประชาชนที่พูดภาษาอังกฤษมักจะถือเป็นธรรมเนียมที่จะต้องถามทุกข์สุขของอีกฝ่ายหนึ่งติดตามมา โดยกล่าวข้อความต่อไปนี้
How are you? (คุณเป็นอย่างไร)
How are you…………………?
(today)
(this morning)
(this afternoon)
(this evening)
How have you been? ใช้ในกรณีไม่ได้พบกันนาน ๆ ซึ่งมีความหมายเดียวกันกับ How are you? บางครั้งก็มีการเพิ่มข้อความแสดงเวลาที่ถามเช่นเดียวกัน
สำหรับการตอบนั้น ตอบได้หลายอย่าง เท่าที่นิยมมีดังนี้
I’m fine.
(very well) บางครั้งอาจไม่ต้องมีประธานหรือกิริยาครบ
(quitewell) ก็ได้ คือกล่าวเฉพาะข้อความข้างหลัง
(O.K.)
ผู้ตอบอาจเพิ่มข้อความแสดงการขอบคุณ และถามตอบผู้ทักทาย
I’m fine, thank you and you?
(Thank you and how are you?)
(Thank you and how have you been?)
(ผมสบายดี ขอบคุณครับ แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไรบ้าง)
Fine, thank you and you?
ในบางครั้งผู้ตอบอาจไม่สบาย ก็ควรตอบด้วยข้อความต่อไปนี้
ไม่ค่อยสบายNot so well.
Not very well.
ผู้ตอบอาจบอกเหตุผลหรืออาการเจ็บป่วยเพิ่มเติม เช่น
Not so well. I have a cold.
ไม่ค่อยสบาย เป็นหวัด
เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งทราบว่าผู้ที่เราคุ้นเคยด้วยไม่สบาย ควรแสดงน้ำใจด้วยการพูดให้กำลังใจดังนี้
I hope you are better soon.
ฉันหวังว่าคุณจะสบายขึ้นในเร็ว ๆ นี้
I’m sorry to hear it.
ผมเสียใจด้วยที่ทราบเช่นนั้น
ตัวอย่างที่ 1
A : “Good morning.”
B : “Good morning. How are you?”
A : “Fine, thanks and you?
B : “Very well, thank you.”
ตัวอย่างที่ 2
Joe : “Hello, Joy.”
Joy : “Hi, Joe. How are you?”
Joe : “Not so well. I have headache.”
Joy : “I hope you feel better soon.”
Joe : “Thank you.”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

